กรรณิการ์

 กรรณิการ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbor-tristis Linn.
arbor-tristis เป็นภาษาลาติน แปลว่า sad tree 
ชื่อสามัญ : Coral jasmine, Night Blooming Jasmine,
Night Flower Jasmine, Tree of Sadness
ชื่ออื่น ๆ : กณิการ์, กรณิการ์, ปาริชาติ
นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย
วงศ์ : Oleaceae (วงศ์มะลิ)

ลักษณะทั่วไป

            ต้นกรรณิการ์ มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในตอนกลางของประเทศอินเดีย เข้าใจว่าเข้ามาในไทยในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือในสมัยตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ และมีการสันนิษฐานว่าชื่อ "กรรณิการ์" นั้นมาจากคำว่า "กรรณิกา" ซึ่งมีความหมายว่า ช่อฟ้า กลีบบัว ดอกไม้ ตุ้มหู และเครื่องประดับหู ซึ่งหากสังเกตจากรูปทรงของดอกกรรณิการ์แล้วก็จะเห็นว่าเหมาะจะใช้เป็นเครื่องประดับหูได้ดี เพราะมีหลอดที่ใช้สอดในรูที่เจาะใส่ต้มหูได้นั่นเอง โดยจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ มีเรือนยอดเป็นรูปทรงพีระมิดแคบ มีความสูงของต้นประมาณ 3-5 เมตร เปลือกของลำต้นมีลักษณะขรุขระและเป็นสีน้ำตาล

             กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมสี่เหลี่ยม และมีขนแข็งสากมือ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการปักชำกิ่งเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวันและครึ่งวัน หากปลูกในที่แห้งแล้งจะออกดอกน้อย โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน แต่สามารถออกดอกได้ตลอดปีหากมีฝน หรือได้รับการตัดแต่งและมีการให้น้ำอย่างเหมาะสม

            กรรณิการ์ ไม้ดอกหอมในกลุ่มดอกมะลิ เป็นไม้พุ่มยืนต้นความสูงประมาณ 2-3 เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ แตกกิ่งเล็ก ๆ ที่ปลายยอดจำนวนมาก ปลายกิ่งโน้มลง กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปไข่ยาว 4-10 เซนติเมตร แผ่นใบหนามีขน ผิวใบสาก มองเห็นเส้นแขนงใบเป็นร่องดอกทานได้ เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ นอกจากนั้นยังให้สีย้อมผ้าหรือสีผสมอาหารได้อีกด้วย เป็นชื่อ ดอกไม้ที่คนเอามาตั้งเป็นชื่อเยอะมาก แต่น้อยคนจะรู้จักดอกไม้ชนิดนี้

            กรรณิการ์ มาจากภาษาบาลี แปลว่า ช่อดอกไม้ ... มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในตอนกลางของประเทศอินเดีย เข้าใจว่าเข้ามาในไทยในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือในสมัยตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าชื่อ "กรรณิการ์" มาจากคำว่า "กรรณิกา" ซึ่งมีความหมายว่า ช่อฟ้า กลีบบัว ดอกไม้ ตุ้มหู และ เครื่องประดับหู ซึ่งหากสังเกตจากรูปทรงของดอกกรรณิการ์แล้วก็จะเห็นว่าเหมาะจะใช้เป็นเครื่องประดับหูได้ดี เพราะมีหลอด

            ที่ใช้สอดในรูที่เจาะใส่ตุ้มหูได้นั่นเอง ดอกสีขาว มี 5-7 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีส้มแดง สีสันสดใสสะดุดตา ออกเป็นช่อที่ ปลายกิ่ง กระจายตามกิ่งก้าน ช่อหนึ่งมี 3-8 ดอก ทยอยบาน ดอกสีขาวคล้ายดอกมะลิ ต่างกันที่ปลายกลีบดอกมี 2 แฉก ขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกบิดเวียนไปทางขวาคล้ายรูปกังหัน ดอกจะตูมตอนกลางวันและบาน ส่งกลิ่นหอมแรงในตอนกลางคืน จึงได้ชื่อสามัญว่า Night Jasmine

ประโยชน์ของกรรณิการ์

            ดอกมีสาร Carotenoid nyctanthin ที่ให้สีเหลืองอมแสด ใช้ทำเป็นสีสำหรับย้อมผ้า ด้วยการใช้โคนกลีบดอกส่วนหลอดสีส้มแดงนำมาโขลกแบบหยาบ ๆ เติมน้ำ แล้วคั้นส่วนน้ำกรองจะได้น้ำที่มีสีเหลืองใส ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ และถ้าเติมน้ำมะนาวหรือสารส้มลงไปเล็กน้อยในขณะย้อม ก็จะทำให้สีคงทนยิ่งขึ้น และนอกจากจะใช้ย้อมสีผ้า สีจร สีผ้าไหมแล้ว ยังใช้ทำสีขนมได้อีกด้วยดอกใช้สกัดทำเป็นน้ำมันหอมระเหย

            นำไปใช้สำหรับทำเป็นน้ำหอมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นฉากหลัง บังสายตาหรือใช้ปลูกเป็นกลุ่ม ๆ และควรห่างจากลานนั่งเล่นพอสมควร เพราะดอกจะมีกลิ่นหอมแรงในช่วงเย็น ในประเทศอินเดียจะนับถือต้นกรรณิการ์ว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง (แต่ในประเทศอินเดีย ต้นกรรณิการ์จะเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงได้ถึง 30 เมตร) จึงอาจถือได้ว่าต้นกรรณิการ์ก็จัดเป็นไม้มงคล

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

พรหมตีนสูง

นมช้าง

กะเจียน